วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556

โลกจะสวยแค่ไหน ถ้าเอาอายุมาวาดวลี ให้คนก้มหน้าชม ประนมมือไหว้???

หวนคะนึง ถึงวัน อันแสนเศร้า
เมื่อเรา ได้เห็น เป็นไฉน
วัฏจักร ความชอบธรรม อยู่หนใด
ฉันจึงไม่ ศรัทธา ในสิ่งนั้น
หวนไปตรอง ตรองไตร่ ใจคร่ำคิด
ว่าชีวิต มีสิ่งใด น่าใฝ่ฝัน
เสรีภาพ คราบน้ำตา มาปนกัน
สิ่งสิ่งนั้น นั่นหรือคือ ความชอบธรรม
ใต้แนวกรอบ ขอบเขต แบ่งอายุ
ที่ระบุ แบ่งชั้น ความสูงต่ำ
เกิดเป็นคน ไม่เห็นค่า ปัญญานำ
โดนล้วงล้ำ เสรี ที่ศรัทธา
ฉันจึงยัง คงหยัดยืน ในวิถี
ที่ที่มี แต่คน ถวิลหา
โลกฉันสวย ด้วยการบ่ม ของปัญญา
ใช่แก่กว่า ชี้นำ ให้ทำตาม 
วุฒินันท์ สมคะเณ ประพันธ์
       
            ความคิดที่ว่าโลกสวยมันเป็นความคิดในหลักการมองโลกในแง่ดีที่ทุกคนล้วนเข้าใจและเห็นตรงกันว่า การหลีกเลี่ยงสภาวะแห่งทุกข์ที่ดีที่สุดคือการมองโลกในแง่ดี แต่บางครั้งความคิดโลกสวยมันก็เหมือนกับเป็นเบ้าหลอมที่ละลายให้ความเสื่อมถูกนำมาเจือปนภายใต้สิ่งที่ปฏิบัติกันมา (บางคนเรียกสิ่งๆนั้นว่าวัฒนธรรม ???) กลายเป็นสิ่งที่สร้างความหวาดกลัวในสังคมไทยได้ในระดับหนึ่งไม่มากก็น้อย 

            สภาพสังคมไทยที่สืบต่อกันมาหลายยุคสมัยตลอดระยะเวลาที่มีชนชาติไทยในแผ่นดินมา ต้องยอมรับว่าสิ่งสิ่งหนึ่งที่หลอมให้คนไทยได้ชื่อว่าคนมีมารยาท เพราะเราให้ความนับถือคนที่ทุกคนไม่ว่าจะเจอคนที่รู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม ไม่ว่าจะอายุระดับไหน เราก็มีวัฒนธรรมการไหว้ที่เหมาะแก่ขั้นนั้นๆ ซึ่งนับว่าเป็นเสน่ห์สำคัญที่นอกจากจะทำให้เรามีเอกลักษณ์ของชาติที่ดีงามแล้วนั้น มันยังเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดตาดึงดูดใจ ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมากต้องหันมาใส่ใจเรียนรู้ วัฒนธรรมอันนี้มากขึ้น 
    
             แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรจึงมีเหตุการณ์การวาดวลีให้คนก้มหน้าชม ประนมมือไหว้ ทั้งๆที่สิ่งนี้ คือวัฒนธรรมอันดีงาม บางครั้งการที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น มันก็ตอกย้ำให้เราได้คิดว่า รากฐานแห่งวัฒนธรรมไทย ถูกหลอมละลายด้วยสิ่งบางสิ่งให้มันกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำด้วยความจำใจ โดยปกติพื้นฐานของความเป็นชาวไทยนั้น สอนให้คนให้ความเคารพทุกคนอยู่แล้ว แต่การที่มาเจอสภาวการณ์เช่นนี้ บางครั้งมันก็น่าเบื่อนะ เพราะว่าโดยปกติ ปุถุชน ถ้าเจอแล้วไม่ไหว้ก็ไม่เห็นมีใครว่า แต่ถามว่าเรื่องแค่นี้ต้องทำให้สภาพการดำเนินชีวิตของคนคนหนึ่งต้องประสบกับชะตากรรมที่แสนจะเลวร้าย ด้วยการพบการแดกดัน การตำหนิ การต่อว่า ถามว่ามันดีแล้วหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า คนบางคนเราไม่รุ้จัก เราต้องไว้หรือ??? สังคมปัจจุับันมันดำเนินชีวิตยากขนาดนั้น ยอมรับว่าการตัดสินใจเขียนบทความบทความนี้ ย่อมต้องได้รับการติชมจากหลายคน แต่บางครั้งในสภาวะที่มันสุดจะทน การโยนความคิดของคนคนนึงทิ้งแล้วโถมว่า เขาทำให้คนอื่นควบคุมไม่ได้ บางทีมันก็อาจจะไม่ถูกต้อง 

             ต้นเหตุมันเกิดจากอะไร มันพูดยากนะว่าต้นเหตุของการเกิดปรากฏการณ์ก้มหน้าชม ประนมมือไหว้ ในกลุ่มคนบางกลุ่มมันเกิดจากอะไร แต่คิดว่าสภาวะดังกล่าวนอกจากเป็นสภาวะที่จะทำให้สังคมเดินไปในเส้นทางที่ผิดแล้วนั้นมันยังบอกถึงความเป็นความเสื่อมทางวัฒนธรรมที่ถูกคนบางจำพวกผูกขาด ให้เราเป็นคนผิดหากเราไม่ประนมมือไหว้เราจะได้รับการลงโทษขั้นรุนแรง สิ่งๆสิ่งมันนับว่าเป็นความอัปยศที่สุดที่เคยได้พบเจอ มันยากที่จะทำความเข้าใจในตรรกะและความคิดของพวกเขาเหล่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราก็คงจะได้ตอบสนองความต้องการของพวกเขาเหล่านั้น ใน งานศพของพวกเขาเอง  เอวัง..... 


วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาสังคมกับกิจกรรมนักศึกษา เกี่ยวกันตรงไหน?

"เมื่อเกิดมา ครั้งหนึ่ง เป็นถึงคน
จงบ่มตน ให้รู้งาน การมีค่า
เป็นคนของ สังคม อิสรา
ใช้ความรู้ พัฒนา ประเทศตน"

                การใช้ความรู้ที่ได้รับจากกระบวนการการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในชีวิตประจำวันนั้น เพียงแค่การใช้เพื่อประกอบอาชีพในการทำมาหาเลี้ยงชีพไปวันๆนั้น หาใช่ทิศทางที่สำคัญในกาำรพัฒนาประเทศไม่ เพราะการที่คนมัวลุ่มหลงอยู่กับการทำมาหากินเพื่อบำเรอซึ่งความสุขแต่ส่วนตนเป็นส่วนใหญ่นั้น ไม่สามารถสะท้อนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติได้เท่าไรนัก เพราะว่าประเทศใดที่อุดมด้วยประชาชนที่มีคุณภาพในการดำรงชีวิตนั้น ย่อมเป็นประเทศที่มีความสุข หากแต่เมื่อลองมองย้อนดูสภาพโดยรวมของสังคมประเทศไทยในยุคปัจจุบันเรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่าเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่เป็นปัญหาในการดำเนินชีวิตสักเท่าไหร่นั้น แต่ความจริงแล้วมันเป็นปัญหาร่วมกันของสังคม เช่น ปัญหาความยากจน ที่เกิดจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจอันก่อให้เกิดช่องว่างที่เรียกว่าความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism) ที่เติบโตโดยไร้มาตรการในการป้องกันปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้แต่แรก และเป็นปัญหาที่สะสมคาราคาซังมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งในการแก้ไขปัญหาก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของคนทุกฝ่ายในสังคมเพื่อเข้าถึงต้นตอและมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด 
            
              ในปัจจุบันนี้ความพยายามที่จะพัฒนาระบบการศึกษาของไทยที่มีการกระจายการศึกษาสู่ทุกพื้นที่นั้น อาจจะเป็นความหวังสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆในสังคมไทย แต่หากมองดูจากภาพรวมในความเป็นจริง การที่รัฐบาลทุกรัฐบาลมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาด้วยมาตรการเชิงรุก แต่การจะใช้แค่เพียงกำลังพัฒนาของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ นั้นก็อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใดนัก ทั้งนี้แรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่เคยสามารถเปลี่ยนประเทศไทยในยุคเผด็จการให้กลายเป็นประชาธิปไตยเบ่งบานอีกครั้งในสังคมในช่วงปี 2516 ที่สำคัญก็คือ พลังของกลุ่มนักศึกษา ปัจจุบันนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆมีการสะท้อนความสำคัญในการใช้ความรู้ที่ตนได้ศึกษามาในการพัฒนาท้องถิ่นต่างๆ ตลอดจนบูรณาการในการนำเสนอความรู้สู่สังคมเพื่อให้เกิดการพัฒนาทางโครงสร้างพื้นฐานของสังคม 
 
              ซึ่งกิจกรรมต่างๆที่ใช้ในการบูรณาการความรู้และศิลปวิทยาเพื่อนำมาซึ่งการพัฒนาต่างๆก็จัดได้ในหลายรูปแบบของกิจกรรม เช่น กิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาท้องถิ่น กิจกรรมรณรงค์ในเรื่องต่างๆ กิจกรรมเวทีเสวนาวิชาการเพื่อสะท้อนความรู้สู่คนอื่นๆ แต่ละกิจกรรมแม้จะเป็นที่มีจุดมุ่งหมายหลักแตกต่างกัน แต่หากมองโดยภาพรวมแล้วกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งต่อไปในอนาคต 

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความคิดนี้ ที่ไม่เห็นเป็นประโยชน์

               คิดไหมว่า....คนเรามีความคิดที่ต่างกัน
               คิดไหมว่า....คนเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างกัน
             
               บางครั้งบางทีก็สงสัยว่า เศษเสี้ยวของความอุบาทส์ทางความคิดทำไมถึงได้รับการสนับสนุนจากคนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย

ทุกวันนี้เราอยู่ในสภาวะจำยอมหรือที่จะต้องรักษาและธำรงระบบว๊ากน้องไว้สืบทอดต่อไป โดยเพราะคำกล่าวอ้างว่าเขาทำกันมา สิ่งที่เราหลงระเริงในความคิดอยู่นี้ คือศรัทธาหรือความบ้าคลั่งทางความคิดอันวิปริตพิศดาร เรารู้เสมอว่าการว๊ากน้อง เป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานทางรัฐธรรมนูญ คนที่มองไม่เห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญ และสิทธิมนุษยชน ยังสมควรหรือที่จะเรียกว่าเป็นคน บางครั้งบางทีการที่เราเองนี้ โดนต่อว่า ว่าเป็นพวกที่ชอบพูดถึงประชาธิปไตย อ้างสิทธิมนุษยชน อันที่จริงแล้ว

เหตุผลในการไม่สนับสนุนการว้ากน้องนั้น

ไม่จำเป็นต้องยกน้ำหนักไปทุ่มให้ความสำคัญกับความเกี่ยวเนื่องถึงประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเลยก็ได้ เพราะ ความจริงเหตุผลที่สมควรอ้างที่สุดนั้น อยู่ที่ความผิดพลาดในกระบวนการถ่ายทอดสิ่งผิดๆ คนบางคนเคยพูดว่า ระบบว้ากน้องมีมาั้ตั้งแต่ปีมะโว้ แต่คุณเอาชีวิตคนประชาธิปไตยในสมัยประชาธิปไตย ไปเปรียบเทียบกับคนในยุคที่ว่าเป็นยุคของระบบเผด็จการ เป็นความคิดที่ไร้ซึ่งตรรกะโดยแท้ หากมองในแง่ประวัติศาสตร์ 2513 ที่มีคนกล่าวอ้างถึงนั้น เป็นรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ใครๆเขารู้ว่า นั่นหรือ คือเผด็จการ การที่คุณบอกว่าเราผ่านยุคประชาธิปไตยรุ่งเรืองมาตั้งกี่ครั้ง ทำไมไม่มีใครพูดถึงการยกเลิกระบบว๊ากน้อง พูดโดยความจริงแล้ว หากมองด้วยใจเป็นธรรม์ มีคนพยายามที่จะพูดถึงข้อเสียของระบบนี้นับต่อนับ หากแต่คนรับไม่ได้ หาว่าเราพูดเกินไป บางทีว่า ความดัดจริตในการอนุรักษ์วัฒนธรรมก็สมควรสะท้อนในการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่หมายถึงความดีงามของสังคมเสียมากกว่า การที่ทำจะเป็นจะตายรับไม่ได้ที่มีคนเขาไม่เอาระบบว้ากน้องควรจะเพลาลงบ้าง เพราะสิ่งๆนี้ มันคือความอุบาทส์ ไม่ใช่วัฒนธรรม

                    เคยคิดไหมว่า ทำไมคนถึงไม่เอาระบบว้าก.................เพราะมันคือปัญหาสังคมไง
                    เคยคิดไหมว่า ระบบว้ากสอนให้คนเห็นแก่ตัว..............เพราะเราปลูกฝังแบบผิดๆ
เคยคิดไหมว่า ระบบว้ากกดไม่ให้เราคิดนอกกรอบที่คนอื่นวางไว้.เพราะรุ่นพี่ผิดเรายังพูดอะไรแทบไม่ได้

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------