วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาสังคมกับกิจกรรมนักศึกษา เกี่ยวกันตรงไหน?

"เมื่อเกิดมา ครั้งหนึ่ง เป็นถึงคน
จงบ่มตน ให้รู้งาน การมีค่า
เป็นคนของ สังคม อิสรา
ใช้ความรู้ พัฒนา ประเทศตน"

                การใช้ความรู้ที่ได้รับจากกระบวนการการศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในชีวิตประจำวันนั้น เพียงแค่การใช้เพื่อประกอบอาชีพในการทำมาหาเลี้ยงชีพไปวันๆนั้น หาใช่ทิศทางที่สำคัญในกาำรพัฒนาประเทศไม่ เพราะการที่คนมัวลุ่มหลงอยู่กับการทำมาหากินเพื่อบำเรอซึ่งความสุขแต่ส่วนตนเป็นส่วนใหญ่นั้น ไม่สามารถสะท้อนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติได้เท่าไรนัก เพราะว่าประเทศใดที่อุดมด้วยประชาชนที่มีคุณภาพในการดำรงชีวิตนั้น ย่อมเป็นประเทศที่มีความสุข หากแต่เมื่อลองมองย้อนดูสภาพโดยรวมของสังคมประเทศไทยในยุคปัจจุบันเรื่องบางเรื่องที่เราคิดว่าเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่เป็นปัญหาในการดำเนินชีวิตสักเท่าไหร่นั้น แต่ความจริงแล้วมันเป็นปัญหาร่วมกันของสังคม เช่น ปัญหาความยากจน ที่เกิดจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจอันก่อให้เกิดช่องว่างที่เรียกว่าความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism) ที่เติบโตโดยไร้มาตรการในการป้องกันปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้แต่แรก และเป็นปัญหาที่สะสมคาราคาซังมาหลายยุคหลายสมัย ซึ่งในการแก้ไขปัญหาก็จำเป็นที่จะต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของคนทุกฝ่ายในสังคมเพื่อเข้าถึงต้นตอและมาตรการในการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด 
            
              ในปัจจุบันนี้ความพยายามที่จะพัฒนาระบบการศึกษาของไทยที่มีการกระจายการศึกษาสู่ทุกพื้นที่นั้น อาจจะเป็นความหวังสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆในสังคมไทย แต่หากมองดูจากภาพรวมในความเป็นจริง การที่รัฐบาลทุกรัฐบาลมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาด้วยมาตรการเชิงรุก แต่การจะใช้แค่เพียงกำลังพัฒนาของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ นั้นก็อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใดนัก ทั้งนี้แรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่เคยสามารถเปลี่ยนประเทศไทยในยุคเผด็จการให้กลายเป็นประชาธิปไตยเบ่งบานอีกครั้งในสังคมในช่วงปี 2516 ที่สำคัญก็คือ พลังของกลุ่มนักศึกษา ปัจจุบันนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆมีการสะท้อนความสำคัญในการใช้ความรู้ที่ตนได้ศึกษามาในการพัฒนาท้องถิ่นต่างๆ ตลอดจนบูรณาการในการนำเสนอความรู้สู่สังคมเพื่อให้เกิดการพัฒนาทางโครงสร้างพื้นฐานของสังคม 
 
              ซึ่งกิจกรรมต่างๆที่ใช้ในการบูรณาการความรู้และศิลปวิทยาเพื่อนำมาซึ่งการพัฒนาต่างๆก็จัดได้ในหลายรูปแบบของกิจกรรม เช่น กิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาท้องถิ่น กิจกรรมรณรงค์ในเรื่องต่างๆ กิจกรรมเวทีเสวนาวิชาการเพื่อสะท้อนความรู้สู่คนอื่นๆ แต่ละกิจกรรมแม้จะเป็นที่มีจุดมุ่งหมายหลักแตกต่างกัน แต่หากมองโดยภาพรวมแล้วกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งต่อไปในอนาคต 

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความคิดนี้ ที่ไม่เห็นเป็นประโยชน์

               คิดไหมว่า....คนเรามีความคิดที่ต่างกัน
               คิดไหมว่า....คนเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างกัน
             
               บางครั้งบางทีก็สงสัยว่า เศษเสี้ยวของความอุบาทส์ทางความคิดทำไมถึงได้รับการสนับสนุนจากคนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย

ทุกวันนี้เราอยู่ในสภาวะจำยอมหรือที่จะต้องรักษาและธำรงระบบว๊ากน้องไว้สืบทอดต่อไป โดยเพราะคำกล่าวอ้างว่าเขาทำกันมา สิ่งที่เราหลงระเริงในความคิดอยู่นี้ คือศรัทธาหรือความบ้าคลั่งทางความคิดอันวิปริตพิศดาร เรารู้เสมอว่าการว๊ากน้อง เป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานทางรัฐธรรมนูญ คนที่มองไม่เห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญ และสิทธิมนุษยชน ยังสมควรหรือที่จะเรียกว่าเป็นคน บางครั้งบางทีการที่เราเองนี้ โดนต่อว่า ว่าเป็นพวกที่ชอบพูดถึงประชาธิปไตย อ้างสิทธิมนุษยชน อันที่จริงแล้ว

เหตุผลในการไม่สนับสนุนการว้ากน้องนั้น

ไม่จำเป็นต้องยกน้ำหนักไปทุ่มให้ความสำคัญกับความเกี่ยวเนื่องถึงประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเลยก็ได้ เพราะ ความจริงเหตุผลที่สมควรอ้างที่สุดนั้น อยู่ที่ความผิดพลาดในกระบวนการถ่ายทอดสิ่งผิดๆ คนบางคนเคยพูดว่า ระบบว้ากน้องมีมาั้ตั้งแต่ปีมะโว้ แต่คุณเอาชีวิตคนประชาธิปไตยในสมัยประชาธิปไตย ไปเปรียบเทียบกับคนในยุคที่ว่าเป็นยุคของระบบเผด็จการ เป็นความคิดที่ไร้ซึ่งตรรกะโดยแท้ หากมองในแง่ประวัติศาสตร์ 2513 ที่มีคนกล่าวอ้างถึงนั้น เป็นรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ใครๆเขารู้ว่า นั่นหรือ คือเผด็จการ การที่คุณบอกว่าเราผ่านยุคประชาธิปไตยรุ่งเรืองมาตั้งกี่ครั้ง ทำไมไม่มีใครพูดถึงการยกเลิกระบบว๊ากน้อง พูดโดยความจริงแล้ว หากมองด้วยใจเป็นธรรม์ มีคนพยายามที่จะพูดถึงข้อเสียของระบบนี้นับต่อนับ หากแต่คนรับไม่ได้ หาว่าเราพูดเกินไป บางทีว่า ความดัดจริตในการอนุรักษ์วัฒนธรรมก็สมควรสะท้อนในการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่หมายถึงความดีงามของสังคมเสียมากกว่า การที่ทำจะเป็นจะตายรับไม่ได้ที่มีคนเขาไม่เอาระบบว้ากน้องควรจะเพลาลงบ้าง เพราะสิ่งๆนี้ มันคือความอุบาทส์ ไม่ใช่วัฒนธรรม

                    เคยคิดไหมว่า ทำไมคนถึงไม่เอาระบบว้าก.................เพราะมันคือปัญหาสังคมไง
                    เคยคิดไหมว่า ระบบว้ากสอนให้คนเห็นแก่ตัว..............เพราะเราปลูกฝังแบบผิดๆ
เคยคิดไหมว่า ระบบว้ากกดไม่ให้เราคิดนอกกรอบที่คนอื่นวางไว้.เพราะรุ่นพี่ผิดเรายังพูดอะไรแทบไม่ได้

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------