วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
นับ 1 ต้องถึง 10
การเรียนในสมัยมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของชีวิตอันยาวไกลที่จะบอกว่าเราจะเรียนอะไร ชอบอะไร ทำอะไร โดยปกติแล้วจะมีอยู่แค่ไม่กี่คนที่รู้ว่า เราอยากจะเรียนอะไร ชอบอะไร เพื่อทำอะไร ตั้งแต่ ม.ต้น แต่การที่เรารู้ว่าสิ่งที่เราชอบและใฝ่ฝันคืออะไร ในตอน ม. ปลาย มันสายไปไหม คำตอบคือไม่เลย เพราะมันไม่สำคัญที่ว่าเราจะตั้งเป้าหมายตอนไหน แต่มันสำคัญที่ว่า เราเริ่มต้นตอนไหนต่างหาก การเริ่มต้นนั้นคือจุดที่บอกว่าคุณจะพยายามเพื่อสิ่งสิ่งนั้น
ซึ่งการเริ่มต้นมันก็เหมือนกับการนับเลข 1 ถึง 10 เรารู้ว่าเราต้องนับอะไรขึ้นก่อนและต่อกันมา มันติดอยู่ที่ว่า การเริ่มต้นเพื่อสิ่งที่เราคาดหวังนั้น มันคือการนับเลขที่เต็มไปด้วยบททดสอบที่พร้อมจะทดสอบใจเราเสมอ เพียงแต่ว่า เรามีความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าไปสู่สิ่งที่เราหวังไว้สักเท่าไหร่ บางครั้งเราอาจจะท้อบ้างอะไรบ้าง แต่มันไม่ใช่อุปสรรคที่จะขัดขวางจนต้องเริ่มใหม่หรือเปลี่ยนแปลงการคาดหวัง เพียงแต่เราต้องทำความเข้าใจและเดินหน้าไปอย่างมีสติ เราก็จะสามาีรถไปถึงความฝันที่ตั้งไว้ได้
ซึ่งบางคนฝันอยากจะเก่งภาษาอังกฤษ พื้นฐานเราเป็นคนไทยเราอาจจะไม่เก่งภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายแล้วว่าเราจะต้องเก่งภาษาอังกฤษ เราก็ต้องเริ่มต้นด้วยการทำนู่น ทำนี่ ทำนั่น เพื่อที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษ มันก็ยังดีกว่าการไม่ทำอะไรเลย เพราะ มันไม่สามารถตอบโจทย์ความสำเร็จได้ตั้งแต่ที่เราเริ่มคิดแล้วไม่ทำแล้วแหละ
* จงเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง เพราะความอุตสาหะ คือสิ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้
วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555
เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนแปลง
ในสภาวะที่สังคมอุดมไปด้วยความเห็น ร้อยแปดพันเก้า หลากหลายความคิด เราก็อาจจะเป็นหนึ่งในหลายๆคนที่คิดว่า บางเรื่องสมควรทำ ทำไมเราไม่ทำ บางเรื่องสมควรพูด ทำไมเราไม่พูด แน่นอนว่าบางครั้งการกลัวความคิดจะเป็นพิษต่อตัวเองก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจที่จะไม่พูดหรือไม่ทำ
บางครั้งการที่เราตัดสินใจเพื่อจะพัฒนาตนเอง เราก็ทำไม่ประสบความสำเร็จ เพราะว่าบางครั้งพอทำไปแล้วก็เกิดความคิืดว่า คงจะไปสำเร็จหรอก จึงเลิกทำ หรือบางครั้งเราไปเชื่อฟังคำยุยงส่งเสริมของบุคคลอื่น มากกว่าการเชื่อความคิดของตนเอง จึงทำให้เราไม่สามารถก้าวถึงความสำเร็จได้อย่างภาคภูมิ
แล้วถ้าจะถามว่า จะให้ทำไงหล่ะ ถึงจะก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ไปได้ คำตอบนั้นหรือหรือการเปลี่ยนแปลงความคิดไง การเปลี่ยนแปลงความคิดนั้นถ้าเราเปลี่ยนแปลงแล้วยึดมั่นในแนวคิดไม่ ที่อาจจะมีการกำหนดเป้าหมายในชีวิต เราก็สามารถที่จะคิดได้ว่าสิ่งที่เราจะทำนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เราก้จะเกิดแนวความคิดใหม่ ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนแปลงไปเอง
วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555
บทบรรเลงแห่งความเย้ยหยัน
คืนสงัดพรั่งพรูดูโหดร้าย
แสงไฟฉายเสียงเพรียกเรียกโหยหา
เสียงเย้ยหยันหวั่นใจในชะตา
ชีวิตข้าต้องสุงสิงสิ่งน่ากลัว
รอยยิ้มแห้งแฝงใจใฝ่ความเหี้ยม
ฤาผีเสี้ยมโหยหวนชวนเวียนหัว
เสียงหัวร่อก็เปี่ยมด้วยใจมืดมั
แสงสลัวไฟฉายใต้เพดาน
เยาะยะเย้ยหยิบยื่นความเย้ยหยัน
กรูมากันดังผีไม่มีศาล
ภายใต้คราบคนดีมีจิตวิญญาณ
คือซาตานแฝงด้วยไฟใฝ่อบาย
สาดคำเสียเรี่ยหล่นปนคำลวง
มีผลพวงแห่งความร้างทางฉิบหาย
ทนเดินหน้าฝ่ามันกั้นใจวาย
ไม่กล้ำกลายเกลือกกลั้วกลัวกล้ำ กลืน
ยังได้ยินเสียงกระหยิ่มที่ยิ้มเ ยาะ
คงหมายเพราะต้องการจะหยิบยื่น
เอาคำเย้ยคำหยันให้ยันยืน
ไม่อาจฝืนกลืนกล้ำเกินจำใจ
จึงเดินด้ำจ้ำเท้าก้าวให้สุด
หมายจะหลุดพ้นที่มีแสงใส
ไม่หลุดยอมกลืนคำเพราะจำใจ
จึงจากไปทางกว้างจำร้างลา
แม้จะนึกเสียดายอยู่นิดนึง
แต่ไม่ถึงเศร้าสรดหมดแรงขา
ชีวิตต้องเดินด้วยใจใช่ชะตา
ออกแรงขาก้าวเดินใหม่สดใสเอย
---//--- วุฒินันท์ สมคะเณ ประพันธ์
ภายใต้คราบคนดีมีจิตวิญญาณ
คือซาตานแฝงด้วยไฟใฝ่อบาย
สาดคำเสียเรี่ยหล่นปนคำลวง
มีผลพวงแห่งความร้างทางฉิบหาย
ทนเดินหน้าฝ่ามันกั้นใจวาย
ไม่กล้ำกลายเกลือกกลั้วกลัวกล้ำ
ยังได้ยินเสียงกระหยิ่มที่ยิ้มเ
คงหมายเพราะต้องการจะหยิบยื่น
เอาคำเย้ยคำหยันให้ยันยืน
ไม่อาจฝืนกลืนกล้ำเกินจำใจ
จึงเดินด้ำจ้ำเท้าก้าวให้สุด
หมายจะหลุดพ้นที่มีแสงใส
ไม่หลุดยอมกลืนคำเพราะจำใจ
จึงจากไปทางกว้างจำร้างลา
แม้จะนึกเสียดายอยู่นิดนึง
แต่ไม่ถึงเศร้าสรดหมดแรงขา
ชีวิตต้องเดินด้วยใจใช่ชะตา
ออกแรงขาก้าวเดินใหม่สดใสเอย
---//--- วุฒินันท์ สมคะเณ ประพันธ์
วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
แนะนำน้องๆ เรื่องการปรับตัวในมหาวิทยาลัย
สวัสดีผู้ชมทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านวันนี้ก้จะขอพูดถึงประเด็นการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับน้องๆ ม.6 ทุกคน ก่อนอื่นเลยพี่ก็คงต้องแนะนำในหลักของสังคมวิทยา ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ทุกคนต้องรู้ร่วมกันในสังคม สังคมจะเป็นสุขได้ถ้าเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกันทุกคนย่อมมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมโดยที่การใช้สิทธิเสรีภาพนั้นก็ไม่สมควรที่จะละเมิดหรือก้าวล่วงอำนาจของผู้อื่น เมื่อเราเข้าใจในประเด็นนี้เราก็ถือว่าผ่านในระดับเบื้องต้น
แต่อย่างว่าโลกใบนี้มิใช่ยูโทเปีย สังคมจึงจะได้เป็นสังคมที่อุดมคติ เราจึงต้องเรียนรู้การอยู่รอดผ่านการฟังคำของผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนหรือไม่ก็ประสบการณ์เก่า ในมหาวิทยาลัยนี้ก็เหมือนกัน มหาวิทยาลัยที่เราอยู่นั้นก็เปรียบได้กับประเทศที่อุดมไปด้วย คนมากหน้าหลายตา การใช้ชีวิตมันต่างไปจากตอนมัธยมศึกษามากขึ้นเยอะ เราจึงปรับตัวเองให้มีความกระฉับกระเฉงมากขึ้นโดยไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า " ข้าพเจ้าไม่ชอบ ข้าพเจ้าไม่เป็น ข้าพเจ้าไม่ทำ "
แต่ ทุกคนต้องเพิ่มศักยภาพของตนเองมากขึ้นเพื่อการปรับตัวในสังคม( Creative for adapt to Social )
ทักษะต่างๆที่เราหามาได้ในระดับมหาวิทยาลัยนี้เราสามารถที่จะนำไปใช้ต่อยอดในอนาคตได้ ในการประกอบวิชาชีพ ทักษะต่างๆที่ควรรีบเร่งพัฒนาเพื่อการนำไปใช้ในระดับมหาวิทยาลัยและการทำงานที่สำคัญ เบื้องต้นมีดังนี้
1. ผู้นำ (Leadership) ทักษะที่เสริมสร้างให้เรามีแรงกระตุ้นเพื่อจะสร้างสรรค์และจรรโลงสังคม
2. ภาษา (Language) ทักษะที่เสริมสร้างมิตรภาพไมตรีที่ดีสู่โลกและการทำงาน
3. การคิด(Thinking) ทักษะที่เสริมสร้างกระบวนการคิดและการตัดสินใจ
4. การสร้างมิตรภาพ(Friendly) ทักษะที่เสริมสร้างสันติสุขสู่สังคม
5. การคิดและการทำงานเพื่อประเทศชาติ(Working for country) เนื่องจากประเทศชาติล้วนถือเป็นสิ่งสำคัญการทำงานเพื่อแผ่นดินจึงถือเป็นทักษะสำคัญที่ควรตระหนักเสมอ
6. อื่นๆ (Others) ทักษะอื่นๆนิกเหนือจากทักษะเบื้องต้นก็สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้เสมอ
แต่อย่างว่าโลกใบนี้มิใช่ยูโทเปีย สังคมจึงจะได้เป็นสังคมที่อุดมคติ เราจึงต้องเรียนรู้การอยู่รอดผ่านการฟังคำของผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนหรือไม่ก็ประสบการณ์เก่า ในมหาวิทยาลัยนี้ก็เหมือนกัน มหาวิทยาลัยที่เราอยู่นั้นก็เปรียบได้กับประเทศที่อุดมไปด้วย คนมากหน้าหลายตา การใช้ชีวิตมันต่างไปจากตอนมัธยมศึกษามากขึ้นเยอะ เราจึงปรับตัวเองให้มีความกระฉับกระเฉงมากขึ้นโดยไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า " ข้าพเจ้าไม่ชอบ ข้าพเจ้าไม่เป็น ข้าพเจ้าไม่ทำ "
แต่ ทุกคนต้องเพิ่มศักยภาพของตนเองมากขึ้นเพื่อการปรับตัวในสังคม( Creative for adapt to Social )
ทักษะต่างๆที่เราหามาได้ในระดับมหาวิทยาลัยนี้เราสามารถที่จะนำไปใช้ต่อยอดในอนาคตได้ ในการประกอบวิชาชีพ ทักษะต่างๆที่ควรรีบเร่งพัฒนาเพื่อการนำไปใช้ในระดับมหาวิทยาลัยและการทำงานที่สำคัญ เบื้องต้นมีดังนี้
1. ผู้นำ (Leadership) ทักษะที่เสริมสร้างให้เรามีแรงกระตุ้นเพื่อจะสร้างสรรค์และจรรโลงสังคม
2. ภาษา (Language) ทักษะที่เสริมสร้างมิตรภาพไมตรีที่ดีสู่โลกและการทำงาน
3. การคิด(Thinking) ทักษะที่เสริมสร้างกระบวนการคิดและการตัดสินใจ
4. การสร้างมิตรภาพ(Friendly) ทักษะที่เสริมสร้างสันติสุขสู่สังคม
5. การคิดและการทำงานเพื่อประเทศชาติ(Working for country) เนื่องจากประเทศชาติล้วนถือเป็นสิ่งสำคัญการทำงานเพื่อแผ่นดินจึงถือเป็นทักษะสำคัญที่ควรตระหนักเสมอ
6. อื่นๆ (Others) ทักษะอื่นๆนิกเหนือจากทักษะเบื้องต้นก็สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้เสมอ
"ยังไงเสีย ชีวิตนี้เกิดมาก็เพื่อเรียนรู้และพัฒนา
ไม่ช้าเกินไปหรอกที่เราจะคิดพัฒนาตัวเอง
ไม่ช้าเกินไปหรอกที่เราจะเห็นค่าความสำคัญของประเทศ
ไม่ช้าเกินไปหรอกทีั่เราจะร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆสู่สังคม"
ทิ้งท้ายไว้แค่นี้ สรุปแค่ว่า ชีวิตในมหาลัย เราต้อง Creative for adapt to Social คำสั้นๆแค่นี้ก็คงกระจายความหมายได้แล้วนะครับ
ปรารถนาดีสู่สังคมและรักทุกคนที่มาอ่าน
พี่ปอนด์ 65 TUBHA PLAZACENTER PT 103
วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
เรื่องเล่า จากหมอภาษาไทยโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย
ร้านหมอภาษา คืออะไร หลายคนคงจะสงสัยว่า ร้านขายอะไรกันนี่ ขายหนังสือภาษาไทยหรือป่าว ก็ต้องขอชี้แจงตรงนี้เลยนะครับว่า ไม่ใช่ครับ แต่ร้านหมอภาษาคือคลินิกบริการแนะนำและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาการใช้ภาษาไทย ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครับ
ซึ่งขั้นตอนการให้บริการร้านหมอภาษา แต่ละที่นั้นก็จะมีลักษณะโดยรวมคล้ายๆกัน กับคลินิกทางการแพทย์ นั่นคือ
๑. ทำประวัติ
๒. วินิจฉัยโรค (จะมีการให้อ่านบทกลอน หรือบทความสั้น แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ร้านหมอภาษาคอยฟังและวินิจฉัย)
๓. บำบัดเฉพาะโรค ขั้นตอนนี้ก็เสมือนกับการพบแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งแต่ละปัญหาก็จะมีวิธีบำบัดต่างกันไป
๔. ตรวจหลังบำบัด ขั้นนี้จะเป็นการให้ผู้ที่เข้ารับการบำบัดลองอ่านบทความอีกบทความนึงเพื่อจะดูว่าหลังจากบำบัดแล้วดีขึ้นหรือไม่นั่นเอง
๕. บริการให้คำปรึกษา (กรณีที่บำบัดแล้วยังไม่ดีขึ้นนั้นก็จะมีการให้คำปรึกษาเพื่อการพัฒนาการที่ดีจาก เจ้าหน้าที่ในร้านนั่นเอง)
๖. รับยา (ก็คือกระบวนการที่มีการแจกแบบฝึกเพื่อการพัฒนาการอ่านออกเสียง แล้วสามารถขอรับการวินิจฉัยซ้ำได้ในภายหลังหลังจากที่เราฝึกไปแล้วนั่นเอง)
---นี่คือข้อมูลเบื้องต้นจาก คู่มือการอบรมเยาวชนหมอภาษา ชมรมหมอภาษา พระปฐมวิทยาลัย
แต่สำหรับตัวผมนั้น เดิมทีก็ไม่เคยรู้จักหรอก หมอภาษงหมอภาษานี่ แต่พอได้มารู้จักจริงๆก็ทราบว่ากิจการร้านหมอภาษานี้ เป็นเสมือนงานอาสาที่มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์และพัฒนาภาษาไทย อันเ็ป็นภาษาประจำชาติ ให้อยู่สืบไปอย่างมีหลักมีเกณฑ์ ซึ่งอาจารย์ร้านหมอภาษาที่ผมเคารพได้เคยกล่าวไว้ว่า "ภาษาไทยเวลาจะพูดจาสื่อสารอาจจะใช้ไม่ถูกก็คงไม่ผิดอะไร แต่ถ้าเรารู้หลักการใช้ที่ถูกต้องไว้ เราก็จะมีความภูมิใจในวัฒนธรรมของภาษาเรามากขึ้น" ก็ต้องขอเอ่ยนามอาจารย์ อาจารย์ท่านนั้นคือ อาจารย์ศิรินทิพย์ เด่นดวง ซึ่งทุกปี อาจารย์ท่านก็เป็นเสมือนแม่แรงหลักแห่งร้านหมอภาษาที่จัดกิจกรรมออกร้าน ในช่วงงานวันภาษาไทยแห่งชาติ และกิจกรรมวันไทยปริทัศน์
ตลอดเวลาที่ผมทำงานในร้านหมอภาษา ระยะเวลา ๕ ปี ในร้านหมอภาษาโรงเรียนพระปฐมนี้ ปัญหาหลักๆที่พบจากนักเรียนพระปฐมวิทยาลัยโดยทั่วไปคือ
ปัญหาการออกเสียง /ร/ และ ควบกล้ำ /ร/
จะเห็นได้ชัดที่สุดในบรรดาปัญหาทั้งหมด น้องหลายคนมีปัญหาการกระดกลิ้นซึ่งวิธีแก้ก็คือการฝึกอ่านออกเสียงแล้วพยายามกระดกลิ้นบ่อยๆ แม้จะทำได้ยากแต่ถ้าหากเราฝึกกระดกลิ้นบ่อยๆก็จะช่วยให้เราเกิดความเคยชินในการใช้ภาษา แล้วเวลาพูดลิ้นของเราก็จะกระดกได้เอง ทำให้เกิดการใช้ภาษาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
แต่สิ่งที่โชคดีของร้านหมอภาษาก็คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และ การเสียสละเวลามาช่วยงานในร้านหมอภาษา สมาชิกร้านหมอภาษาเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเกิดความภาคภูมิใจอย่างมากที่ได้ร่วมงานในร้านหมอภาษาของโรงเรียนพระปฐม น้องร้านหมอทุกคนน่ารักมาก สำหรับวันภาษาไทยปีนี้ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับไปเยี่ยมสมาชิกเก่าและสมาชิกใหม่ในร้านหมอภาษาของพระปฐมวิทยาลัย และหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ
นายวุฒินันท์ สมคะเณ
อดีตประธานร้านหมอภาษา ปี ๒๕๕๔
ซึ่งขั้นตอนการให้บริการร้านหมอภาษา แต่ละที่นั้นก็จะมีลักษณะโดยรวมคล้ายๆกัน กับคลินิกทางการแพทย์ นั่นคือ
๑. ทำประวัติ
๒. วินิจฉัยโรค (จะมีการให้อ่านบทกลอน หรือบทความสั้น แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ร้านหมอภาษาคอยฟังและวินิจฉัย)
๓. บำบัดเฉพาะโรค ขั้นตอนนี้ก็เสมือนกับการพบแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งแต่ละปัญหาก็จะมีวิธีบำบัดต่างกันไป
๔. ตรวจหลังบำบัด ขั้นนี้จะเป็นการให้ผู้ที่เข้ารับการบำบัดลองอ่านบทความอีกบทความนึงเพื่อจะดูว่าหลังจากบำบัดแล้วดีขึ้นหรือไม่นั่นเอง
๕. บริการให้คำปรึกษา (กรณีที่บำบัดแล้วยังไม่ดีขึ้นนั้นก็จะมีการให้คำปรึกษาเพื่อการพัฒนาการที่ดีจาก เจ้าหน้าที่ในร้านนั่นเอง)
๖. รับยา (ก็คือกระบวนการที่มีการแจกแบบฝึกเพื่อการพัฒนาการอ่านออกเสียง แล้วสามารถขอรับการวินิจฉัยซ้ำได้ในภายหลังหลังจากที่เราฝึกไปแล้วนั่นเอง)
---นี่คือข้อมูลเบื้องต้นจาก คู่มือการอบรมเยาวชนหมอภาษา ชมรมหมอภาษา พระปฐมวิทยาลัย
แต่สำหรับตัวผมนั้น เดิมทีก็ไม่เคยรู้จักหรอก หมอภาษงหมอภาษานี่ แต่พอได้มารู้จักจริงๆก็ทราบว่ากิจการร้านหมอภาษานี้ เป็นเสมือนงานอาสาที่มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์และพัฒนาภาษาไทย อันเ็ป็นภาษาประจำชาติ ให้อยู่สืบไปอย่างมีหลักมีเกณฑ์ ซึ่งอาจารย์ร้านหมอภาษาที่ผมเคารพได้เคยกล่าวไว้ว่า "ภาษาไทยเวลาจะพูดจาสื่อสารอาจจะใช้ไม่ถูกก็คงไม่ผิดอะไร แต่ถ้าเรารู้หลักการใช้ที่ถูกต้องไว้ เราก็จะมีความภูมิใจในวัฒนธรรมของภาษาเรามากขึ้น" ก็ต้องขอเอ่ยนามอาจารย์ อาจารย์ท่านนั้นคือ อาจารย์ศิรินทิพย์ เด่นดวง ซึ่งทุกปี อาจารย์ท่านก็เป็นเสมือนแม่แรงหลักแห่งร้านหมอภาษาที่จัดกิจกรรมออกร้าน ในช่วงงานวันภาษาไทยแห่งชาติ และกิจกรรมวันไทยปริทัศน์
ตลอดเวลาที่ผมทำงานในร้านหมอภาษา ระยะเวลา ๕ ปี ในร้านหมอภาษาโรงเรียนพระปฐมนี้ ปัญหาหลักๆที่พบจากนักเรียนพระปฐมวิทยาลัยโดยทั่วไปคือ
ปัญหาการออกเสียง /ร/ และ ควบกล้ำ /ร/
จะเห็นได้ชัดที่สุดในบรรดาปัญหาทั้งหมด น้องหลายคนมีปัญหาการกระดกลิ้นซึ่งวิธีแก้ก็คือการฝึกอ่านออกเสียงแล้วพยายามกระดกลิ้นบ่อยๆ แม้จะทำได้ยากแต่ถ้าหากเราฝึกกระดกลิ้นบ่อยๆก็จะช่วยให้เราเกิดความเคยชินในการใช้ภาษา แล้วเวลาพูดลิ้นของเราก็จะกระดกได้เอง ทำให้เกิดการใช้ภาษาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
แต่สิ่งที่โชคดีของร้านหมอภาษาก็คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และ การเสียสละเวลามาช่วยงานในร้านหมอภาษา สมาชิกร้านหมอภาษาเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเกิดความภาคภูมิใจอย่างมากที่ได้ร่วมงานในร้านหมอภาษาของโรงเรียนพระปฐม น้องร้านหมอทุกคนน่ารักมาก สำหรับวันภาษาไทยปีนี้ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับไปเยี่ยมสมาชิกเก่าและสมาชิกใหม่ในร้านหมอภาษาของพระปฐมวิทยาลัย และหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะครับ
นายวุฒินันท์ สมคะเณ
อดีตประธานร้านหมอภาษา ปี ๒๕๕๔
วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ความหวัง
๐ฉันอยากไปไปให้ไกลไกลปัญหา
ฉันอยากฝ่ามรสุมที่รุมฉัน
ฉันอยากจะดูดาวทุกคืนวัน
และฉันนั้นอยากดีด้วยตัวตน
๐อยากจะพบความสุขอันยิ่งใหญ่
อยากจะไปให้ถึงวันฟ้าหลังฝน
กาลเวลาที่พิสูจน์ใจของตน
ชีวิตคนลิขิตด้วยสิ่งใด
๐ลิขิตด้วยประกาศิตขององค์พรหม
ลิขิตด้วยคำลมที่พลิ้วไหว
ลิขิตด้วยกำลังบังคับใจ
ลิขิตให้เป็นไปอย่างไรกัน
๐ลิขิตด้วยโอกาสโชคท่านมอบ
ลิขิตด้วยลมหอบมาให้ฉัน
ลิขิตด้วยแสงไฟส่องใจอัน
ลิขิตนั้นมีค่าไฉนเลย
๐ขอสักวันที่ฉันลิขิตได้
ขอสักวันที่ให้ใจเฉลย
ขอสักวันที่ใจได้รักเลย
ขอสักวันได้คู่เชยเคียงข้างเธอ
๐อนิจจาชีวิตลิขิตยาก
เป็นตามปากเป็นไปได้เสมอ
แต่จะเป็นกันไปตามใจเธอ
ฉันคงเหม่อครวญคร่ำย่ำเพลงครวญ
๐อยากจะมีแสงไฟส่องใจโลก
คลายความโศกให้สุขลุกลมหวน
ดอกไม้หอมบานในใจรัญจวน
มาทิ้งทวนความโศกสลดไป
..... คิดมากโว้ย....
กุนซือหยวนจง
วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555
O-NET คือมาตรฐานทางการเรียนรู้ของเด็กไทยจริงหรือ?
โดยปกติการสอบ O-NET ก็จะมีการสอบทุกปีอยู่แล้ว ซึ่งจะจัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษา หรือที่หลายคนรู้จักในนามของ สทศ. ซึ่งในการสอบแต่ละปีจะมีการเปรียบเทียบช่วงคะแนนของปีก่อนเสมอ ล่าสุด ปี ๒๕๕๔ เมื่อได้มีการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย ของ ม.๖ จำนวน ๘ รายวิชานั้น จะเห็นได้ว่าคะแนนเฉลี่ย ลดลงถึง ๕ รายวิชาด้วยกัน จึงกลายเป็นประเด็นที่ว่า O-NET นั้นสามารถวัดมาตรฐานทางการศึกษาของเด็กไทยได้จริงหรือ?
จุดประสงค์หลักของการใช้คะแนนO-NET ของเด็กนักเรียนนั้นมีจุดประสงค์หลักเพื่อจะนำคะแนนไปใช้ในการยื่นแอดมิชชั่นเสียมากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องห่วงเลยว่า เด็กนั้นจะไม่ตั้งใจทำข้อสอบเพราะหากลองดูจากสัดส่วนการใช้คะแนนแล้ว O-NET ก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ชะตาการเลือกแอดมิชชั่นของเด็กนักเรียนจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำอนาคตมาเสี่ยงไว้กับการไม่ตั้งใจทำข้อสอบ เพราะฉะนั้นปัญหาคะแนนต่ำอาจจะเกิดจากตัวข้อสอบซึ่งอาจจะพูดได้หลายทางดังนี้
๑.ข้อสอบออกนอกหลักสูตร
๒.การเรียนการสอนของนักเรียนในโรงเรียนถูกจัดไม่ตรงกับหลักสูตรของรัฐบาล
๓.เหตุผลอื่นๆ
จึงทำให้การตอบโจทย์ที่แท้จริงของการศึกษาอาจจะไม่สมบูรณ์ว่าการเรียนเพื่อให้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่แท้จริงนั้นเราควรเรียนเพื่ออะไรระหว่างการเรียนเพื่อที่จะแอดมิชชั่นเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ หรือการเรียนเพื่อนำความรู้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อประโยชน์ในการช่วยรังสรรค์ความเจริญสู่ประเทศ
ซึ่งหากการเรียนเพื่อนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันแล้วนั้น O-NET ก็อาจจะไม่ได้มีความสำคัญเลยในการชี้วัดมาตรฐานทางการศึกษาเพราะต่างคนต่างก็มีความคิดที่จะเรียนจบมาเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือและพัฒนาประเทศชาติ
จุดประสงค์หลักของการใช้คะแนนO-NET ของเด็กนักเรียนนั้นมีจุดประสงค์หลักเพื่อจะนำคะแนนไปใช้ในการยื่นแอดมิชชั่นเสียมากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องห่วงเลยว่า เด็กนั้นจะไม่ตั้งใจทำข้อสอบเพราะหากลองดูจากสัดส่วนการใช้คะแนนแล้ว O-NET ก็ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ชะตาการเลือกแอดมิชชั่นของเด็กนักเรียนจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำอนาคตมาเสี่ยงไว้กับการไม่ตั้งใจทำข้อสอบ เพราะฉะนั้นปัญหาคะแนนต่ำอาจจะเกิดจากตัวข้อสอบซึ่งอาจจะพูดได้หลายทางดังนี้
๑.ข้อสอบออกนอกหลักสูตร
๒.การเรียนการสอนของนักเรียนในโรงเรียนถูกจัดไม่ตรงกับหลักสูตรของรัฐบาล
๓.เหตุผลอื่นๆ
จึงทำให้การตอบโจทย์ที่แท้จริงของการศึกษาอาจจะไม่สมบูรณ์ว่าการเรียนเพื่อให้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่แท้จริงนั้นเราควรเรียนเพื่ออะไรระหว่างการเรียนเพื่อที่จะแอดมิชชั่นเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ หรือการเรียนเพื่อนำความรู้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อประโยชน์ในการช่วยรังสรรค์ความเจริญสู่ประเทศ
ซึ่งหากการเรียนเพื่อนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันแล้วนั้น O-NET ก็อาจจะไม่ได้มีความสำคัญเลยในการชี้วัดมาตรฐานทางการศึกษาเพราะต่างคนต่างก็มีความคิดที่จะเรียนจบมาเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือและพัฒนาประเทศชาติ
วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555
พี่สอนน้อง ตอนการตัดสินใจ
การตัดสินใจ
ในการตัดสินใจเลือกคณะเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยจากการสังเกตพฤติกรรมของเหล่าผู้ที่ศึกษาในระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่๖ นั้น จะมีการเลือกคณะเพื่อสอบเข้าดังนี้
๑.ใจรัก -เป็นการเลือกสอบในคณะที่เรารักและใฝ่ฝัน ในมหาวิทยาลัยต่างๆ
๒.ตามเพื่อน(ลองข้อสอบ) - เป็นการเลือกสอบในคณะที่เพื่อนส่วนใหญ่สมัครสอบกันเลยสมัครด้วยบางครั้งอาจจะพบว่าเราถูกใจในภายหลัง
๓.ตามใจบุพการี - เป็นการเลือกสอบในคณะ มหาวิทยาลัยต่างๆตามที่ใจบุพการีต้องการ แม้ว่าเราอาจจะไม่ชอบคณะนั้นเลยสักนิด
ส่วนเกณฑ์ที่นิยมใช้ตัดสินใจเลือกคณะประกอบก็จะแบ่งได้ดังนี้
๑. วิชาที่ชอบ + วิชาที่เชี่ยว
๒. อุปนิสัยส่วนตัว
๓. อาชีพที่ใฝ่ฝัน
๔. แนวทางในการประกอบอาชีพ
๕. คำแนะนำจากบุคคลอื่่นๆ
๖. อื่นๆ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
ซึ่งการตัดสินใจนี้อาจจะทำให้เรารู้ได้อย่างแน่ใจว่า เราชอบในคณะอะไร มหาวิทยาลัยไหน ในบางครั้งเรื่องนี้ก็ถือเป็นละเอียดอ่อน ในการตัดสินใจเลือกเรียนต่อ
"จงเชื่อมั่นในศีลธรรมและปฏิบัติตนให้เหมาะสม
จะรวยจะจนก็ถือว่าเป็นยอดคน ถ้าเป็นคนดี"
P"POND 6/5
วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
มีอะไรใน GAT ENG
การสอบแกทแพท ครั้งต่อไปก็ใกล้เริ่มขึ้นแล้ว
ขณะที่แนวโน้มคะแนนแกท ที่มีการคาดการณ์กันว่าจะสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ
เราจึงต้องทำคะแนนแกทให้ดี
1 GAT เชื่อมโยง อันนี้ส่วนมากทุกคนทำได้แล้ว
2 GAT ENG อันนี้นั้นเป็นเสมือนบ่อโคลนดูดที่จะฉุดคะแนนเราเลยทีเดียว
ในการสอบถ้ารู้เขารู้เรา ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง ฉะนั้นเราว่ารายละเอียดปลีกย่อยของ แกทอังกฤษ กันเลยดีกว่า
1. speaking (การสนทนา) เราจะรู้ว่าเขาคุยอะไรกันนั้น อย่างแรกสุดเลยคือ ดู situation
2. vocabulary (ศัพท์) มี - odd one out เลือกคำที่มีความหมายต่างจากพวก
- Meaning Recognition เลือกคำศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกับบริบทของคำในบทความที่โจทย์กำหนด
- Meaning in Context เติมคำในประโยคให้ถูกต้อง
3. reading (การอ่าน)
- ป้ายโฆษณา/ประกาศ/การ์ตูน
- บทความยาวๆ อันนี้เป็นตัวทำคะแนนเลยนะ เพราะว่ามีคำตอบมาในโจทย์แล้ว
4. Structure and Writing
- error test
- เติมประโยคให้สมบูรณ์
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอให้ทุกคนโชคดี by pond
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
100อันดับ โรงเรียนที่ดีที่สุดในประเทศไทย
100 อันดับโรงเรียนที่ดีที่สุดในประเทศไทยปี 2554
เขียนโดย Admin-Klang
วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2011 เวลา 12:29 น.
ผลการจัด อันดับโรงเรียนที่เก่งที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2554 โดยพิจารณาจาก โอลิมปิกวิชาการ O-net โควตา รับตรง admission แพทย์ กสพท. ทุนรัฐบาล ทุน กพ. ทุน พสวท. และ รางวัลชนะเลิศทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
1. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
2. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
3. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
4. โรงเรียนบดิทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
5. โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง
6. โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จ.สงขลา
7. โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
8. โรงเรียนสตรีวิทยา
9. โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
10.โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
11.โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล จ.อุดรธานี
12.โรงเรียนอัสสัมชัญ
13.โรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน
14.โรงเรียน สาธิต ม.เชียงใหม่
15. โรงเรียน สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
16. โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ
17.โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่
18. โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จ.อุบลราชธานี
19.โรงเรียน เทพศิรินทร์
20.โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
21.โรงเรียน เบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช
22.โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จ.เชียงราย
23.โรงเรียนนครสรรค์
24.โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
25.โรงเรียนสตรี วิทยา 2
26.โรงเรียน สาธิต ม.ขอนแก่น
27.โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ตรัง
28.โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น
29. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
30. โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จ.เพชรบุรี
31.โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว
32.โรงเรียน สุราษฎร์ธานี
33. โรงเรียนพิริยาลัย จ.แพร่
34.โรงเรียน ภูเก็ตวิทยาลัย
35.โรงเรียน โยธินบูรณะ
36.โรงเรียน สาธิต ม.สงขลานครินทร์ จ.ปัตตานี
37.โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จ.ยะลา
38.โรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัย จ.นนทบุรี
39.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ราชบุรี
40.โรงเรียนหอวัง
41.โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จ.ขอนแก่น
42.โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ
43. โรงเรียนจักรคำคณาทร จ.ลำพูน
44.โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา
45. โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์
46.โรง เรียนสุรนารีวิทยา จ.นครราชสีมา
47. โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จ.พิษณุโลก
48.โรงเรียน ศึกษานารี
49. โรงเรียนพิษณุโลกวิทยาคม
50.โรงเรียนสาธิต มศว.ประสานมิตร
51. โรงเรียน บุรีรัมย์พิทยาคม จ.บุรีรัมย์
52.โรงเรียนร้อยเอ็ด วิทยาลัย จ.ร้อยเอ็ด
53.โรงเรียนนารีรัตน์ จ.แพร่
54.โรงเรียนสิรินธร จ.สุรินทร์
55.โรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา
56. โรงเรียนสตรีศรีน่าน จ.น่าน
57.โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.สตูล
58.โรงเรียน บดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี 2 )
59.โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย
60.โรงเรียน ชลราษฎร์อำรุง
61. โรงเรียน เซนต์โยแซฟคอนแวนต์
62.โรงเรียน สระบุรีวิทยาคม
63.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า
64.โรงเรียน ระยองวิทยาคม
65. โรงเรียนดาราวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
66.โรงเรียนแสงทองวิทยา
67. โรงเรียนทวีธาภิเศก
68.โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี
69.โรงเรียนบูรณะรำลึก จ.ตรัง
70. โรงเรียนลำปางกัลยาณี จ.ลำปาง
71.โรงเรียน กำแพงเพชรพิทยาคม
72. โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย นครปฐม
73.โรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎนครปฐม
74.โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.มุกดาหาร
75.โรงเรียนมารีย์วิทยา จ.นครราชสีมา
76.โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล
77.โรงเรียนสารคามวิทยาคม จ.มหาสารคาม
78. โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย
79.โรงเรียนเบญจมราชาลัย
80.โรงเรียน สายน้ำผึ้ง
81.โรงเรียนพัทลุง
82.โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จ.นครศรีรรมราช
83.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.จันทบุรี
84.โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม
85.โรงเรียนชลกันยานุกูล
86.โรงเรียน เบญจมราชรังสฤษฎิ์
87.โรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
88.โรงเรียน เบญจมเทพอุทิศ จ.เพชรบุรี
89.โรงเรียน วิสุทธังษี จ.กาญจนบุรี
90.โรงเรียน นวมินทราชูทิศ หอวัง นนทบุรี
91.โรงเรียนสุรวิทยาคาร จ.สุรินทร์
92.โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จ.อุดรธานี
93.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช
94.โรงเรียนศรียาภัย จ.ชุมพร
95.โรงเรียนสาธิต(พิบูลบำเพ็ญ) ม.บูรพา
96.โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ
97.โรง เรียนอัสสัมชัญธนบุรี
98.โรงเรียนวัดสุทธิวราราม
99.โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต
100.โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย
เขียนโดย Admin-Klang
วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2011 เวลา 12:29 น.
ผลการจัด อันดับโรงเรียนที่เก่งที่สุดในประเทศไทย ประจำปี 2554 โดยพิจารณาจาก โอลิมปิกวิชาการ O-net โควตา รับตรง admission แพทย์ กสพท. ทุนรัฐบาล ทุน กพ. ทุน พสวท. และ รางวัลชนะเลิศทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
1. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
2. โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
3. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
4. โรงเรียนบดิทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
5. โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง
6. โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จ.สงขลา
7. โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
8. โรงเรียนสตรีวิทยา
9. โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
10.โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
11.โรงเรียน อุดรพิทยานุกูล จ.อุดรธานี
12.โรงเรียนอัสสัมชัญ
13.โรงเรียนสาธิต มศว.ปทุมวัน
14.โรงเรียน สาธิต ม.เชียงใหม่
15. โรงเรียน สาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
16. โรงเรียน เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ
17.โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่
18. โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จ.อุบลราชธานี
19.โรงเรียน เทพศิรินทร์
20.โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
21.โรงเรียน เบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช
22.โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จ.เชียงราย
23.โรงเรียนนครสรรค์
24.โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
25.โรงเรียนสตรี วิทยา 2
26.โรงเรียน สาธิต ม.ขอนแก่น
27.โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ตรัง
28.โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น
29. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
30. โรงเรียนพรหมานุสรณ์ จ.เพชรบุรี
31.โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว
32.โรงเรียน สุราษฎร์ธานี
33. โรงเรียนพิริยาลัย จ.แพร่
34.โรงเรียน ภูเก็ตวิทยาลัย
35.โรงเรียน โยธินบูรณะ
36.โรงเรียน สาธิต ม.สงขลานครินทร์ จ.ปัตตานี
37.โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จ.ยะลา
38.โรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัย จ.นนทบุรี
39.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.ราชบุรี
40.โรงเรียนหอวัง
41.โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จ.ขอนแก่น
42.โรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ
43. โรงเรียนจักรคำคณาทร จ.ลำพูน
44.โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา
45. โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์
46.โรง เรียนสุรนารีวิทยา จ.นครราชสีมา
47. โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จ.พิษณุโลก
48.โรงเรียน ศึกษานารี
49. โรงเรียนพิษณุโลกวิทยาคม
50.โรงเรียนสาธิต มศว.ประสานมิตร
51. โรงเรียน บุรีรัมย์พิทยาคม จ.บุรีรัมย์
52.โรงเรียนร้อยเอ็ด วิทยาลัย จ.ร้อยเอ็ด
53.โรงเรียนนารีรัตน์ จ.แพร่
54.โรงเรียนสิรินธร จ.สุรินทร์
55.โรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา
56. โรงเรียนสตรีศรีน่าน จ.น่าน
57.โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.สตูล
58.โรงเรียน บดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี 2 )
59.โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย
60.โรงเรียน ชลราษฎร์อำรุง
61. โรงเรียน เซนต์โยแซฟคอนแวนต์
62.โรงเรียน สระบุรีวิทยาคม
63.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า
64.โรงเรียน ระยองวิทยาคม
65. โรงเรียนดาราวิทยาลัย จ.เชียงใหม่
66.โรงเรียนแสงทองวิทยา
67. โรงเรียนทวีธาภิเศก
68.โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี
69.โรงเรียนบูรณะรำลึก จ.ตรัง
70. โรงเรียนลำปางกัลยาณี จ.ลำปาง
71.โรงเรียน กำแพงเพชรพิทยาคม
72. โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย นครปฐม
73.โรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎนครปฐม
74.โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.มุกดาหาร
75.โรงเรียนมารีย์วิทยา จ.นครราชสีมา
76.โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล
77.โรงเรียนสารคามวิทยาคม จ.มหาสารคาม
78. โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย
79.โรงเรียนเบญจมราชาลัย
80.โรงเรียน สายน้ำผึ้ง
81.โรงเรียนพัทลุง
82.โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จ.นครศรีรรมราช
83.โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จ.จันทบุรี
84.โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม
85.โรงเรียนชลกันยานุกูล
86.โรงเรียน เบญจมราชรังสฤษฎิ์
87.โรงเรียนสาธิต ม.ราชภัฎพระนครศรีอยุธยา
88.โรงเรียน เบญจมเทพอุทิศ จ.เพชรบุรี
89.โรงเรียน วิสุทธังษี จ.กาญจนบุรี
90.โรงเรียน นวมินทราชูทิศ หอวัง นนทบุรี
91.โรงเรียนสุรวิทยาคาร จ.สุรินทร์
92.โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จ.อุดรธานี
93.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช
94.โรงเรียนศรียาภัย จ.ชุมพร
95.โรงเรียนสาธิต(พิบูลบำเพ็ญ) ม.บูรพา
96.โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ
97.โรง เรียนอัสสัมชัญธนบุรี
98.โรงเรียนวัดสุทธิวราราม
99.โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต
100.โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย
วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
กาลเทศะสำคัญไฉน อ้างอิงจาก http://tong-akkachai.blogspot.com
เราคงเคยได้ยินคำว่า "กาลเทศะ" กันมามาก อาจจะตั้งแต่เราออกมาดูโลกแล้วพอจะรู้ความเลยด้วยซ้ำ คำว่า "กาล" และ "เทศะ" คงจะหมายความตรงตัวที่ว่า การทำตัวให้ถูกสถานที่ถูกเวลาและความเหมาะสม ตัวอย่างมีให้เห็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การพูด การแต่งกาย ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้ล้วนแฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเราจึงต้องทำตัวให้เหมาะสม หรือที่เรียกว่าถูกกาลเทศะ
การที่เราเป็นคนรู้จักกาลเทศะได้นั้น สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลย คือการรู้ธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันไปตามสังคม เคล็ดลับเช่น
การที่เราเป็นคนรู้จักกาลเทศะได้นั้น สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลย คือการรู้ธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันไปตามสังคม เคล็ดลับเช่น
- ต้องรอบรู้ กฏเกณฑ์ทางสังคม มารยาทที่สำคัญ เรียนรู้เอาไว้ไม่เสียหาย
- รู้จักปรับตัว ในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน เราก็ควรวางตัวในลักษณะที่ต่างกันด้วย
- จำข้อผิดพลาดไว้เป็นบทเรียน เรียนรู้ข้อผิดพลาดนั้น แล้วนำมาใช้เป็นบทเรียน
- ให้เกียรติผู้อื่น บางคนเห็นชาวบ้านตาสีตาสาก็ไม่คิดจะให้เกียรติคนเหล่านั้น ผู้ที่มีความเจริญต้องให้เกียรติคนทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ขอทานที่นั่งตามท้องถนน
- ถ้าไม่รู้ธรรมเนียมก็ให้ถามหรือศึกษา ในกรณีที่ไปต่างถิ่นก็ให้ถามผู้รู้ หรือคนในท้องถิ่น
- ไม่อวดตัว การอวดตัวถือว่าเป็นนิสัยที่ไม่ดีเลย เพราะหากเรามีสิ่งดีๆเหล่านั้นจะเผยออกมาโดยที่เราไม่รู้ตัว การแสดงอาการอวดตัวทำให้เราดูเหมือนคนไม่รู้จักกาลเทศะ
วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วาทะจูกัดเหลียง จากกุนซือสู่โลกา
ขงเบ้ง คือกุนซือแห่งจ๊กก๊ก ผู้ที่ได้ชื่อว่ายอดกลยุทธ์แห่งยุคสามก๊กคนหนึ่ง
คติคำคมที่สมควรนำมาใช้ในชีวิตจากขงเบ้ง สู่สามัญสำนึก
1. ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่ ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไรคุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น
เพราะแสวงหา มิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญ มิใช่เพราะโอกาส
เพราะสามารถ มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้ แล้ว "ลิขิต ฟ้าหรือจะสู้มานะตน"
2. นกทำรังให้ดูที่ไม้ ข้าเลือกนายให้ดูที่น้ำใจ
3. ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด ผู้ที่เล็กที่สุดก็จะกลายเป็นผู้ที่ใหญ่ที่สุด
4. ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น
5. ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี
6. ไม้คดใช้ทำขอเหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดเคี้ยวใช้ทำอะไรไม่ได้เลย
7. เล่นหมากรุก อย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิตจะไม่คิดได้อย่างไร
8. เมื่อใครสักคนหนึ่งทำผิด ท่านอย่าเพิ่งตำหนิหรือต่อว่าเขาเพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่
ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียว กับเขาท่านอาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้
9. การบริหารคือการทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือผู้อื่น
10.ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับกลาง
ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่ ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่
11.อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น
12.เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ใช่" หรือ "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "อาจจะ"
เมื่อนักการฑูตพูดว่า "อาจจะ" เขามีความหมายว่า "ไม่"
เมื่อนักการฑูตพูดว่า "ไม่" เขาไม่ใช่นักการฑูตเพราะนักการฑูตที่ดีจะไม่ปฏิเสธใคร
13.เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ไม่" หล่อนมีความหมายว่า "อาจจะ" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "อาจจะ"
หล่อนมีความหมายว่า "ใช่" หรือ "ได้" เมื่อสุภาพสตรีพูดว่า "ใช่" หรือ " ได้"
หล่อนไม่ใช่สุภาพสตรี.สุภาพสตรีจะไม่ตอบรับใครง่าย ๆ
14.คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย
15.ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่ไกลได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตน
16.คนส่วนใหญ่ใส่ใจกับผลได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปยังอนาคต
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
